5 วิธีเลือก “ตู้กดน้ำหยอดเหรียญ” ป้องกันโรคติดต่อ

นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สืบเนื่องจากที่พลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มีความห่วงใยสุขภาพของประชาชนผู้บริโภคน้ำจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ

เนื่องจากพบว่าในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ 6,329 ตู้ มีใบอนุญาตเพียง 143 ตู้ และไม่มีใบอนุญาต 6,186 ตู้ และได้มอบหมายให้สำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย ร่วมกับสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ดำเนินการตรวจสอบสุขลักษณะและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญอย่างต่อเนื่อง ทุกๆ 4 เดือน และให้จัดอบรมให้ความรู้ความเข้าใจในการรักษาดูแลและควบคุมคุณภาพน้ำจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญแก่ผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ทางกรุงเทพมหานคร สำนักอนามัย สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค และสำนักงานเขตพระนครได้ดำเนินการรื้อย้ายตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญที่ติดตั้งที่ตั้งในที่สาธารณะ โดยได้นำไปจัดเก็บไว้ที่สำนักงานเขตพระนคร และได้ติดต่อเจ้าของตู้ฯ มาขอรับคืน

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการดำเนินการ ผู้บริโภคควรสังเกตตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญก่อนใช้บริการ เพื่อสุขอนามัยของตัวเอง และครอบครัว และป้องกันโรคติดต่อ รวมถึงโรคที่เป็นอันตรายต่อร่างกายจากเชื้อโรคที่มาจากน้ำดื่มที่ไม่สะอาดได้

วิธีเลือก และใช้ “ตู้กดน้ำหยอดเหรียญ” ป้องกันโรคติดต่อ

เลือกตู้กดน้ำที่สะอาด ไม่มีสนิม ตะไคร่น้ำ แสงแดดส่องไม่ถึง ไม่ตั้งอยู่ใกล้สิ่งสกปรก ช่องที่จ่ายน้ำมีบานประตูปิดมิดชิด เพื่อป้องกันสัตว์ และฝุ่นละออง

ไม่พบสัตว์ที่ก่อให้เกิดโรคอย่าง หนู แมลงสาบ ฯลฯ ในบริเวณที่ตั้งของตู้กดน้ำดื่ม

ตรวจเช็กวันที่เปลี่ยนไส้กรองที่แจ้งไว้หน้าตู้ หรือมองหาสติ๊กเกอร์ที่แจ้งวันเวลาที่มีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบคุณภาพของตู้ ไม่ควรเกิน 6 เดือน (ระยะเวลาในการเปลี่ยนไส้กรอง ขึ้นอยู่กับชนิดของไส้กรองแต่ละตู้ด้วย)

สังเกตคุณภาพของน้ำที่ได้ว่าใสสะอาดดีหรือไม่ มีกลิ่น สี รส หรือสิ่งแปลกปลอมใดๆ หรือไม่

ขณะที่ใช้บริการ ไม่ควรสัมผัสหัวจ่ายน้ำ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคในน้ำดื่ม รวมไปถึงสังเกตพฤติกรรมของคนที่ใช้งานตู้กดน้ำดื่มก่อนหน้าด้วย

  • |